วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พระธรรมเทศนาของพระองค์ไพเราะจับใจ งามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด ปร..ภราดา ! อุปติสสปริพพาชกได้กราบลาพระอัสสชิไปแล้ว ด้วยดวงใจที่ผ่องแผ้วชุ่มเย็น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย อา ! โสดาปัตติผล ช่างน่าอภิรมย์ชมชื่นอะไรเช่นนี้ ! สมแล้วที่พระจอมมุนีพุทธเจ้า ตรัสว่า ‘โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการได้ไปสวรรค์ และกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง’ (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๒๓ หน้า ๓๙) :b45: อันว่าบุคคลที่เคยระหกระเหินมานาน วนเวียนหลงทางอยู่ในป่ารก อันน่าหวาดเสียวด้วยอันตรายนานาประการ มีอันตรายจากสัตว์ร้ายและไข้ป่า เป็นต้น ได้อาศัยบุรุษหนึ่งชี้ทางให้ขึ้นสู่มรรคา อันจะดำเนินไปสู่แดนเกษม แม้จะยังอยู่แค่ต้นทาง ก็ให้รู้สึกโปร่งใจมั่นใจในความปลอดภัยฉันใด บุคคลผู้ระหกระเหินอยู่ในป่าแห่งสังสารวัฏนี้ก็ฉันนั้น ถูกภัยคือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์กายทุกข์ใจเพราะเหตุต่างๆ คุกคามให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่เนืองนิตย์ ถูกความไม่ได้ดั่งใจปรารถนา บีบคั้นให้ต้องเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังหวังอยู่นั่นเอง หวังว่าจะได้อย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้พอถึงเวลาเข้าจริง ความหวังของเขากลับกลายเป็นเสมือนภาพอันซ้อนอยู่ในปุยเมฆ พอลมพัดมานิดเดียวภาพนั้นก็พลันเจือจางและเลือนหาย ด้วยเหตุนี้เสียงที่ว่า ‘ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต’ จึงระงมอยู่ในหมู่มนุษย์ตลอดมา ความจริงมนุษย์ทุกคนได้เคยสมปรารถนา ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นระยะๆ อยู่เหมือนกัน แต่เพราะเมื่อความปรารถนา หรือความหวังอย่างหนึ่งสำเร็จลงแล้ว ความต้องการอย่างใหม่ก็เกิดขึ้นอีก บางทีก็อาศัยความสำเร็จเดิมนั้นเป็นมูลฐาน เขาจึงรู้สึกเหมือนหนึ่งว่ามิได้ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงดิ้นรนอยู่ในทะเลเพลิงแห่งความอยาก ความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด เร่าร้อนและว้าเหว่หาประมาณมิได้ ทุกครั้งที่ความปรารถนาเกิดขึ้นในห้วงหัวใจ ตราบใดที่ยังไม่สมปรารถนา ความเร่าร้อนในหัวใจก็หาดับลงไม่ นอกจากเขาจะเลิกปรารถนาสิ่งนั้นเสีย ความหวังเป็นสิ่งผูกพันชีวิตมนุษย์ไว้ อย่างยากที่จะแยกออกไปได้ ถึงกระนั้นก็ตาม มีมนุษย์เป็นอันมากที่ไม่รู้ ตอบตัวเองไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ตน หรือมนุษย์ควรจะต้องการจริงๆ อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ควรเดินเข้าไปหาและขึ้นให้ถึง ตราบใดที่มนุษย์ยังตอบปัญหานี้ไม่ได้ ตราบนั้นเขาจะต้องดำเนินชีวิตอย่างลังเล ไร้หวัง และวนเวียนเป็นสังสารจักร ไม่รู้อะไรคือทิศทางของชีวิต เหมือนคนหลงป่าหรือนกหาฝั่ง บินวนเวียนอยู่ในสมุทร เพราะหาฝั่งไม่พบ แต่พอได้บรรลุธรรมคือ โสดาปัตติผล แล้ว เข้าสู่กระแสพระนิพพานแล้ว เขารู้สึกตนได้ทันทีว่า ได้ออกจากป่าใหญ่แล้ว ดำรงตนอยู่ต้นทางอันนำไปสู่แดนเกษมแล้ว ถ้าเปรียบด้วยผู้ดำผุดดำว่ายอยู่ในมหาสมุทร ก็เป็นผู้ลอยคอขึ้นได้แล้ว มองเห็นฝั่งอยู่ข้างหน้า กำลังเดินเข้าหาฝั่ง จะต้องขึ้นฝั่งได้แน่นอน ไม่จมลงไปอีก ลองคิดดูเถิดคนทั้งสองพวกนั้น จะปลาบปลื้มปราโมชสักเพียงใด ชุ่มเย็นอยู่ด้วยธรรมท่ามกลางผู้เร่าร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลส เหมือนหญ้าสดในทะเลทราย เพราะได้แหล่งน้ำในทะเลทรายนั่นเองหล่อเลี้ยง โลกนี้เร่าร้อนอยู่ด้วยกิเลส ธรรมเท่านั้นที่จะช่วยดับความเร่าร้อนของโลกได้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น