วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาท่านอาจารย์มากครับ ที่ให้โอกาส หลวงพ่อได้รับทราบถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีของทุกคนแล้ว ขออนุโมทนากับทุกคนสำหรับคำอวยพรทั้งปวง หลวงพ่อเริ่มอาพาธครั้งนี้ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ มีอาการเหนื่อยหอบ ไอ และต่อมน้ำเหลืองโต จึงได้เข้ารับการตรวจอาการเบื้องต้นในโรงพยาบาลในย่านพัทยา ถัดจากนั้นจึงเดินทางเข้ามาตรวจรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพ ผลการตรวจชิ้นเนื้อออกมาเมื่อวานนี้ (31 พฤษภาคม 2559) สรุปได้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จำเป็นจะต้องรักษาตัวนานราว 8 เดือน ระหว่างนี้ภูมิต้านทานจะต่ำมาก แพทย์ผู้ดูแลจึงแนะนำให้งดการแสดงธรรมทั้งที่วัดและนอกสถานที่ รวมทั้งไม่ต้องการให้มีการเยี่ยมไข้เพราะเป็นผลเสียต่อหลวงพ่อมากกว่าผลดี หลวงพ่อตรากตรำทำงานเผยแผ่มานานแล้ว ช่วงนี้ต้องขอลาป่วยชั่วคราว ระหว่างนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจภาวนาเพราะโลกนี้หาความแน่นอนใดๆ ไม่ได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าจะภาวนาไม่ได้ เพราะหลวงพ่อได้ถ่ายทอดธรรมะภาคปฏิบัติไว้ครบถ้วนแล้ว ให้ใช้โยนิโสมนสิการคือความแยบคายในการสังเกตการปฏิบัติของตนให้มาก ว่าถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าติดขัดจริงๆ ก็ให้ปรึกษาบุคคลที่หลวงพ่อมอบหมายให้ช่วยสอนได้ อย่าฉวยโอกาสที่หลวงพ่ออาพาธไปเที่ยวเถลไถลหรือขี้เกียจปฏิบัติก็แล้วกัน หลวงพ่อไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากพวกเรา นอกจากให้พวกเราขยันภาวนาเพื่อผ่อนคลายความทุกข์ของตนเอง และเพื่อช่วยกันรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ถ้าคิดถึงหลวงพ่อ ก็ขอให้คิดถึงธรรม เจริญพร หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มิถุนายน 2559 บางท่านเห็นว่ามันเป็นทุกข์ พวกที่ทรงสมาธิมากๆ จะเห็นว่ามันเป็นทุกข์ เพราะถ้าท่านไม่เห็นว่าจิตผู้รู้เป็นทุกข์­นะ จะไม่ยอมปล่อย เพราะสมาธิมากตัวผู้รู้มีแต่ความสุขนะ ถ้าปัญญาแก่รอบจริงๆจะเห็นเลย เป็นตัวทุกข์ ทุกข์แบบไม่มีอะไรเหมือน พอเห็นว่าตัวผู้รู้ก็เป็นทุกข์ จิตมีอันเดียวนะ คือจิตที่เป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ว่าจิตมีทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่เดิมเคยเข้าใจว่าจิตนี้ ถ้ารู้ตัวเป็นผู้รู้แล้วมีความสุข ถ้าเป็นผู้หลงแล้วมีความทุกข์ เข้าใจผิด แต่เมื่อไรสติปัญญาแก่รอบ ตัวจิตเองนั้นแหละตัวทุกข์ล้วนๆ จะปล่อยวาง ตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านสอนบอกว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ล้วนๆนะ ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้าง พวกเราแค่เห็นร่างกาย ก็ยังเห็นว่าร่างกายเราทุกข์บ้างสุขบ้างเล­ย อย่าว่าแต่จิตใจเลย จิตใจยังไงก็ยังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้าง สุขทุกข์ของเราอยู่ที่ว่า ได้อย่างที่อยากมั้ย ถ้าไม่ได้อย่างที่อยากก็ทุกข์ ถ้าได้อย่างที่อยากก็ไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกข์ของเราที่พวกเรารู้จัก นี่คือทุกข์จากความไม่สมอยาก ส่วนทุกข์ของพระอนาคามีที่ท่านรู้เนี่ย ทุกข์เพราะความอยาก เห็นว่าถ้าอยากแล้วทุกข์นะ ของเราเห็นได้แค่ว่า ถ้าไม่สมอยากแล้วทุกข์ พระอนาคามีเห็นว่า แค่มีความอยากก็ทุกข์แล้ว ก็ยังมีสองอย่าง มีทุกข์กับสุข ถ้าอยากหรือไม่อยาก ถ้าปัญญาเห็นแจ้งจริงๆเลย มีแต่ทุกข์ล้วนๆ จะอยากหรือไม่อยากก็ทุกข์แล้ว ทุกข์ไม่ใช่อยู่ที่อยากแล้ว ทุกข์อยู่ที่ตัวขันธ์เองแหละเป็นตัวทุกข์ อย่างนี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว จิตจะปล่อยวางลง ปล่อยวางจิต ทีนี้บางท่านก็เห็นว่าจิตนี้เป็นสุญญตา เป็นความว่างเปล่าจากความเป็นตัวเป็นตน ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา คืน ยอมคืน ยอมสลัดคืนให้กับโลกเขาไป พวกนี้เรียกว่าสุญญตวิโมกข์ พวกปัญญากล้า หลุดพ้นด้วยการเห็นจิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ปลดปล่อยออกไปแล้ววางออกไปเราภาวนานะ เราคอยรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไปเรื่อย รู้บ้างหลงบ้าง อย่าไ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น