หากเรามองจาก ท้องฟ้า เราจะเห็น สิ่งที่เคลื่อนไหว ภายใต้ ของความคิดเรา ถ้าเรามองขึ้นไปจากใจเรา เราจะเห็น ทุกชีวิต กำลังดิ้นรน เพื่อ แสวงหา อาหาร เพื่อ หล่อเลี้ยง ชีวิตของตนเอง และ สิ่งที่ตนรัก และเป็นที่รัก ของตนเอง และแล้ว ทุกชีวิต ก็ พบว่า ความกระหายใคร่ ได้ ใคร่มี ใคร่เป็น หรือ ความทะยานอยาก นี่เอง ที่เป็นสาเหตุ ให้มนุษย์ ต้องเดินทางอยู่ ตลอดชีวิต ลองหยุดเดินทางด้วยยานพาหนะ แล้วหันมาเดินทาง ด้วยจิตวิญญาณ แล้วการ เดินทางไกล จะใกล้เข้าทุกขณะจิต หายใจเข้า ตามรู้ หายใจออก ตามรู้
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563
ทุกข์ร้อยแปด - ชาย เมืองสิงห์[Official MV].กลัวแล้ว ตายแล้ว กลัวแล้ว เจ้าข้า... ความทุกข์เจ้าขา เวทนาลูกบ้าง.. ..ยากดีมีจน ละก็ไม่พ้นกองเวร ทุกข์ยาก ทุกข์เย็น ไม่วายเว้น หม่นหมาง ดินฟ้าเหี้ยมโหด โกรธเคืองเกลียดชัง ละไม่สงสาร ลูกช้าง โถช่าง กระไร ...เกิดเป็นคนจน ก็ต้องทน อดออม แต่งตัว ออมชอม ยอมทุกข์ ทนได้ ทุกข์อด ทุกข์อยาก ลำบาก ลำบน ทุกข์เกิด มาจน บ่นไปไฉน ข้าวสาร กรอกหม้อ เราจะไปขอ ทานใคร ทนหิว ทนโหย โอ๊ยโอยปวดใจ ก็ยากจน ยากจนเสียเมื่อไร อยากกอดเข่า ร้องไห้ ทุกข์ไม่ มีกิน เกิดเป็นชาวนา โถต้องหน้าดำ ลำบาก ตรากตรำ จำทุกข์ ทั้งสิ้น หากเทวดา ละฝนฟ้าอำนวย ก็เหมือนได้ช่วย ปลดหนี้ ปลดสิน ถ้าฝนสั่งฟ้า ลงมาท่วมดิน นาล่มปีไหน ไม่มีข้าวกิน ต้องแต่งตัว แต่งตัวขาดวิ่น ทุกข์ไม่สร่างสิ้น นอนกับดิน กินกับทราย Solo 6 Bars...5... 6...ทุกข์.... ..มีรักมีสุข มีทุกข์แน่นหนัก ที่ไหนมีรัก มักมีทุกข์ง่ายๆ ทุกข์ รูปไม่หล่อ ทุกข์ พ่อไม่รวย ทุกข์ แฟนไม่สวย สำรวย เฉิดฉาย ทุกข์ ไร้เงินแสน ทุกข์ แฟนกลับกลาย สาว แก่แม่หม้าย ทุกข์ชายไม่แล อนึ่งจนทนทุกข์ ละจนมีลูก มีเต้า สุขกินเกลือคลุกข้าว อยู่จนเถ้า จนแก่ เกิดมี ลูกชาย ก็หวังใจ จะได้บวช ชาวบ้าน ก็สวด กันกระแหนะ กระแหน พ่อนาค เนื้อหอม มีสาวมาตรอม เกาะแจ กลัวไม่พ้น พรรษา ละสีกา ชะแง้ ห่วงบ้าน ห่วงบ้าน จะแย่ ละเพราะสีกา ท้องแก่ ทุกข์แย่ เชียวแม่คุณ เกิดเป็น ผู้หญิง ซิทุกข์ยิ่ง กว่าใคร ทุกข์น่า เห็นใจ ละวุ่นวาย ว้าวุ่น เกิดเป็น ลูกเลี้ยง แม่เลี้ยง ก็ด่า ทุกข์โศรก ไม่สร่างซา ละด่าว่า เฉียวฉุน พอหลง เมียน้อย พลอยลืม บาปบุญ ไอ้จะรีบ มีผัว ก็ทุกข์กลัว ขาดทุน แม่เอย ละแม่เอย แม่คุณ ตักบาตร ทำบุญ เอาไว้เถิด สบาย Solo 6 Bars...5... 6...โอ้ย... ..แต่ฉันมีทุกข์ มีทุกข์ มากกว่า ทุกข์นัก ทุกข์หนา ละเบื่อละอา แหนงหน่าย ทุกข์ไม่อยากมีลูก ทุกข์ไม่อยากมีเมีย กลัวลูกดก ยั้วเยี้ย ทุกข์เมีย ห่างหาย สาวสาว หนุ่มหนุ่ม กลุ้มจริง กลุ้มใจ ทุกข์ไม่ อยากตาย ทุกข์จัง ธรรมดา ทุกข์ขลัง ทุกข์ขลัง อนัตตา ทุกข์จัง ทุกข์จัง ชาวนา ทุกข์จัง ทุกข์จัง ธรรมดา พอข้าวราคาดี มีราคา ไอ้พอจะทำ นาปัง ทำไมน้ำยัง ไม่มา ทุกข์จัง ทุกข์จัง ธรรมดา
พระโพธิธรรม *ต้องการบรรลุธรรมในชาตินี้ ควรปฏิบัติอย่างไร!!! - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 2:08:28 เพื่อความสิ้นทุกข์ดับไม่เหลือ เหตุสำเร็จความปรารถนา องค์คุณแห่งการบรรลุโสดาบัน ทิฏฐิอันเป็นอริยะ ทางให้ถึงวิมุตติ ๕ ประการ อานิสงส์ ๖ ประการ อานิสงส์ ๔ ... 30 พ.ค. 2559 - อัปโหลดโดย ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม การบรรลุธรรมคืออะไร? คนธรรมดาจะบรรลุธรรมได้ไหม? - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 27:03 ฆราวาสผู้บรรลุธรรมขั้นสูง โอวาทธรรมหลวงตามหาบัว - Duration: 35:54. BUA CHANNEL 5,318 views · 35:54. ทางบรรลุธรรม ... 5 ก.พ. 2562 - อัปโหลดโดย BUA CHANNEL *@คล่องพระสุตร ความเพียรทางจิตน้อย บรรลุธรรมได้ใหม พุทธวจน ...www.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 33:22 ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรมBN.1620 *@เสพอะไรมีประโยชน์ *ภาวนาอย่างเดียวก็รวยได้! *เราต้องเห็นโทษของการเกิด ... 28 ส.ค. 2562 - อัปโหลดโดย ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม ทางบรรลุธรรม - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 6:09 จิตหยุดความปรุงแต่งแล้วมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองทำไมมันรวมเข้าอัปปนาสมาธิได้เองเพราะว่าจิตไม่ไหลไปตามกามฌานมันจะเกิดเองโดยธรรมชาติของจิต ... 8 ก.ย. 2561 - อัปโหลดโดย Sompong Tungmepol ทางบรรลุธรรม - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 30:18 การเจริญกรรมฐานทางสู่พระนิพพานหลวงพ่อฤาษีพระราชพรหมยานเถระวัดท่าซุง. 18 มิ.ย. 2561 - อัปโหลดโดย Sompong Tungmepol *@อยากหลุดพ้นชาตินี้ ทำอย่างไงดี? *เหตุปัจจัยเพื่อบรรลุธรรม โดย ...www.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 33:46 http://watnapp.com/ ติดตามการเผยแผ่พุทธวจนอีกหนึ่งช่องทาง.. ยูทูป ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม (เพลย์ลิสต์) ขอเชิญกัลยาณมิตรเงี่ยโสตลงสดับในธรรม ... 6 พ.ย. 2561 - อัปโหลดโดย ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม ทางบรรลุธรรม เมื่ออริยมรรคเกิดอริยผลเกิด จิตจะสัมผัสพระนิพพาน จบ ...www.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 7:08 เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรค สัมมาสมาธิ ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิ ด้วยฌาน ๔ ... 8 ก.ย. 2561 - อัปโหลดโดย Sompong Tungmepol เหตุบรรลุธรรมช้าหรือเร็วเพราะเหตุใด? - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 4:31 *@คนเราเจริญทั้งทางโลก และทางธรรมได้อย่างไร?...พุทธวจน - Duration: 1:40:16. ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม 304,904 views. 19 มิ.ย. 2557 - อัปโหลดโดย ศากยบุตร โอรสอันเกิดโดยธรรม "บรรลุธรรม" คนธรรมดาสามัญก็บรรลุได้ - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 25:42 พุทธวจน 4 อริยสัจจ์จากพระโอษฐ์ ว่าด้วยอริยสัจจ์4 ทางดำเนินเพื่อความดับทุกข์ - Duration: 1:00:15. Plodlock-ปลดล็อค Channel 41,038 views · 1:00:15. 23 ก.ย. 2562 - อัปโหลดโดย Plodlock-ปลดล็อค Channel นิพพานไม่มีฝั่ง ศีลแท้ ธรรมแท้ ไม่ได้ปิดกั้นฆราวาสมิให้บรรลุธรรมชั้นสูงwww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ ทางบรรลุธรรม▶ 13:52 ทางบรรลุธรรม - Duration: 52:38. หมดเกิดหมดแก่หมดเจ็บหมดตาย 35,233 views · 52:38 · How did the US Navy win the Battle of ... 31 ก.ค. 2562 - อัปโหลดโดย Namo - นะโม Official การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ ทางบรรลุธรรม วิธีบรรลุธรรม การบรรลุธรรมคืออะไร เพลงบรรลุธรรม ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับผลการค้นหา ทางบรรลุธรรม 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป ไทย ความช่วยเหลือส่งความคิดเห็นความเป็นส่วนตัวข้
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563
"การบรรลุโสดาบัน คนธรรมดาเป็นได้ไหม และเป็นโสดาบันแล้ว เสื่อมได้ไหม" พุท...
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563
วิธีเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้อง#พระราชพรหมยานเถระ#หลวงพ่อพระราชพรหมยา...
#การทำให้จิตใจผ่องใสห่างจากกิเลสวิมุตติสูตรว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ๕ประการ
#กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาหลวงพ่อและท่านอาจารย์มากครับที่กรุณาให้โอกาส
#บุคคลรู้แจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากผู้ใดพึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพเหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟฉะนั้นางพระนิพพานพวกเราไม่ควรเสี่ยงเราอย่าเก่งเกินพระพุทธเจ้าให้ใช้หลักคำสอนและหลักสูตรของพระพุทธเจ้า
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับคืนนี้ก็มาเริ่มปฏิบัติเนื่องในโสดาปัตติผล หรือว่า ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปัตติมรรค การเจริญพระกรรมฐานนี่ พระพุทธเจ้ามีความต้องการให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านเข้าถึงพระอริยมรรค พระอริยผล ถ้าเราจะปฏิบัติกันอย่างเลื่อนลอยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่มีความสุขไม่จริง ที่จะปฏิบัติให้มีความสุขจริงๆ ก็จะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นเครื่องเข้าถึงจึงจะใช้ได้
ในอันดับแรกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการผลอันดับต้น คือได้พระโสดาปัตติมรรคหรือพระโสดาปัตติผล หรือการที่เราเรียกกันว่า พระโสดาบัน
ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะศึกษาอย่างอื่น ก็โปรดทราบว่า สำหรับพระโสดาบันนี้ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ:-
๑. สักกายทิฏฐิ ตัวนี้มีปัญญาเพียงเล็กน้อย เพียงแค่มีความรู้สึกว่าเราจะต้องตายเท่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความตายให้พ้นได้ และความตายนี้ จะปรากฏกับเราเมื่อไรก็ไม่แน่นอนนัก และเชื่อว่า ตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายกลางวัน อย่างนี้ไม่มีความแน่นอน
เพราะว่าความตายไม่มีนิมิต ความตายไม่มีเครื่องหมาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความตายไปได้ นี่สำหรับข้อแรกสักกายทิฏฐิ ที่เห็นว่าร่างกายก็คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรานิยมเรียกกันว่า ร่างกาย
พระโสดาบันมีความรู้สึกว่ามีปัญญาเพียงเล็กน้อย รู้แค่ตายเท่านั้น ยังไม่สามารถจะจำแนกร่างกายว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราได้ ความรู้สึกของพระโสดาบัน ยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเรา
#กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาหลวงพ่อและท่านอาจารย์มากครับที่กรุณาให้โอกาส
#บุคคลรู้แจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากผู้ใดพึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพเหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟฉะนั้นางพระนิพพานพวกเราไม่ควรเสี่ยงเราอย่าเก่งเกินพระพุทธเจ้าให้ใช้หลักคำสอนและหลักสูตรของพระพุทธเจ้า
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับคืนนี้ก็มาเริ่มปฏิบัติเนื่องในโสดาปัตติผล หรือว่า ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปัตติมรรค การเจริญพระกรรมฐานนี่ พระพุทธเจ้ามีความต้องการให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านเข้าถึงพระอริยมรรค พระอริยผล ถ้าเราจะปฏิบัติกันอย่างเลื่อนลอยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่มีความสุขไม่จริง ที่จะปฏิบัติให้มีความสุขจริงๆ ก็จะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นเครื่องเข้าถึงจึงจะใช้ได้
ในอันดับแรกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการผลอันดับต้น คือได้พระโสดาปัตติมรรคหรือพระโสดาปัตติผล หรือการที่เราเรียกกันว่า พระโสดาบัน
ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะศึกษาอย่างอื่น ก็โปรดทราบว่า สำหรับพระโสดาบันนี้ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ:-
๑. สักกายทิฏฐิ ตัวนี้มีปัญญาเพียงเล็กน้อย เพียงแค่มีความรู้สึกว่าเราจะต้องตายเท่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความตายให้พ้นได้ และความตายนี้ จะปรากฏกับเราเมื่อไรก็ไม่แน่นอนนัก และเชื่อว่า ตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายกลางวัน อย่างนี้ไม่มีความแน่นอน
เพราะว่าความตายไม่มีนิมิต ความตายไม่มีเครื่องหมาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความตายไปได้ นี่สำหรับข้อแรกสักกายทิฏฐิ ที่เห็นว่าร่างกายก็คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรานิยมเรียกกันว่า ร่างกาย
พระโสดาบันมีความรู้สึกว่ามีปัญญาเพียงเล็กน้อย รู้แค่ตายเท่านั้น ยังไม่สามารถจะจำแนกร่างกายว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราได้ ความรู้สึกของพระโสดาบัน ยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเรา
วิมุตติ ความหลุดพ้น#เวลาวิมุติอริยมรรคเกิดแต่ละขั้นๆก็มีความสุขเป็นลำดับๆไปถึงจุดสุดท้ายก็มีความสุขล้วนๆมีความสุขเพราะว่ามันไม่มีอะไรเข้ามาเคลือบจิตได้อีก #จิตเราถูกห่อหุ้มไว้มีเปลือกหุ้มจิตเค้าถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะยังปนเปื้อนเยิ้มๆ #จิตยังปนเปื้อนความปนเปื้อนนี้แหละเป็นช่องทางให้กิเลสไหลเข้ามาสู่จิต ดูอย่างนี้ก็ได้ แล้วจะเห็นเอง จิตใจนี้เป็นอิสระ รู้สึกมั้ยจิตใจไม่เป็นอิสระ ตอนนี้รู้สึกมั้ย อาจจะไม่เห็นตัวอาสวะตรงๆ แต่เห็นผลของจิตที่มีอาสวะ ไม่อิสระ จริงๆ จิตถูกอาสวะห่อหุ้มไว้ อาสวะนี่ เทียบแล้วคล้ายๆ กับ เรามี สมมติอยู่บ้านไม้ ใครเคยอยู่บ้านไม้ เวลาเราทำน้ำหกน้ำไหลไปเนี่ย เราจะเห็นเส้นทางที่เราเช็ดให้แห้ง เทน้ำลงไปที่เก่า มันไหลไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว มันนำร่อง ความชื้นเดิมมันนำร่อง เพราะน้ำนี้ไหลไปตามความชื้นเดิม อาสวะกิเลสนี่มันนำร่องกิเลสเข้าไปย้อมจิต จิตของเราไม่มีอิสระ เหมือนลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัวแรก ท่านใช้คำเปรียบเทียบได้ดี เคยมีพราหมณ์คนนึงไปว่าพระพุทธเจ้า บอกอายุก็ยังน้อยพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่ามาก็ไม่ไหว้ไม่ต้อนรับ เฉยเมย ท่านบอกว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกออกมาได้ พวกที่เหลือยังอยู่ในไข่อยู่เลย ท่านจะไปไหว้ทำไม คำพูดของท่านนะ น่าฟัง จริงๆ แล้วเรามีเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ จิตถูกอาสวะกิเลสห่อหุ้ม ทำยังไงก็ไม่ขาด ไม่ขาด ทำยังไง ยังไง้ ยังไงก็ไม่ขาด พระไตรปิฎกก็เลยใช้คำบอกว่า เวลาบรรลุพระอรหันต์นะ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น เห็นมั้ย หลุดพ้นจากอาสวะ อาสวะมันห่อหุ้มไว้ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น ไม่ถือมั่นในอะไร ในรูปนาม ในกายในใจ เนี่ยกุญแจของการปฏิบัติอยู่ที่กายกับใจนี่เอง เมื่อไรไม่ถือมั่นในกายในใจ โดยเฉพาะเมื่อไหร่ไม่ถือมั่นในใจในจิต อาสวะจะขาดโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเห็นอาสวะแล้วพยายามตัด ทำยังไงก็ไม่ขาด กำหนดจิตให้แหลมคมแค่ไหนก็ไม่ขาดนะ แทงก็ไม่ทะลุนะ พอมันขาดเราจะรู้สึกว่าเรามีอิสระ
#เวลาวิมุติอริยมรรคเกิดแต่ละขั้นๆก็มีความสุขเป็นลำดับๆไปถึงจุดสุดท้ายก็มีความสุขล้วนๆมีความสุขเพราะว่ามันไม่มีอะไรเข้ามาเคลือบจิตได้อีก
#จิตเราถูกห่อหุ้มไว้มีเปลือกหุ้มจิตเค้าถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะยังปนเปื้อนเยิ้มๆ
#จิตยังปนเปื้อนความปนเปื้อนนี้แหละเป็นช่องทางให้กิเลสไหลเข้ามาสู่จิต ดูอย่างนี้ก็ได้ แล้วจะเห็นเอง จิตใจนี้เป็นอิสระ รู้สึกมั้ยจิตใจไม่เป็นอิสระ ตอนนี้รู้สึกมั้ย อาจจะไม่เห็นตัวอาสวะตรงๆ แต่เห็นผลของจิตที่มีอาสวะ ไม่อิสระ จริงๆ จิตถูกอาสวะห่อหุ้มไว้ อาสวะนี่ เทียบแล้วคล้ายๆ กับ เรามี สมมติอยู่บ้านไม้ ใครเคยอยู่บ้านไม้ เวลาเราทำน้ำหกน้ำไหลไปเนี่ย เราจะเห็นเส้นทางที่เราเช็ดให้แห้ง เทน้ำลงไปที่เก่า มันไหลไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว มันนำร่อง ความชื้นเดิมมันนำร่อง เพราะน้ำนี้ไหลไปตามความชื้นเดิม อาสวะกิเลสนี่มันนำร่องกิเลสเข้าไปย้อมจิต จิตของเราไม่มีอิสระ เหมือนลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัวแรก ท่านใช้คำเปรียบเทียบได้ดี เคยมีพราหมณ์คนนึงไปว่าพระพุทธเจ้า บอกอายุก็ยังน้อยพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่ามาก็ไม่ไหว้ไม่ต้อนรับ เฉยเมย ท่านบอกว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกออกมาได้ พวกที่เหลือยังอยู่ในไข่อยู่เลย ท่านจะไปไหว้ทำไม คำพูดของท่านนะ น่าฟัง จริงๆ แล้วเรามีเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ จิตถูกอาสวะกิเลสห่อหุ้ม ทำยังไงก็ไม่ขาด ไม่ขาด ทำยังไง ยังไง้ ยังไงก็ไม่ขาด พระไตรปิฎกก็เลยใช้คำบอกว่า เวลาบรรลุพระอรหันต์นะ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น เห็นมั้ย หลุดพ้นจากอาสวะ อาสวะมันห่อหุ้มไว้ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น ไม่ถือมั่นในอะไร ในรูปนาม ในกายในใจ เนี่ยกุญแจของการปฏิบัติอยู่ที่กายกับใจนี่เอง เมื่อไรไม่ถือมั่นในกายในใจ โดยเฉพาะเมื่อไหร่ไม่ถือมั่นในใจในจิต อาสวะจะขาดโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเห็นอาสวะแล้วพยายามตัด ทำยังไงก็ไม่ขาด กำหนดจิตให้แหลมคมแค่ไหนก็ไม่ขาดนะ แทงก็ไม่ทะลุนะ พอมันขาดเราจะรู้สึกว่าเรามีอิสระ
#จิตเราถูกห่อหุ้มไว้มีเปลือกหุ้มจิตเค้าถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะยังปนเปื้อนเยิ้มๆ
#จิตยังปนเปื้อนความปนเปื้อนนี้แหละเป็นช่องทางให้กิเลสไหลเข้ามาสู่จิต ดูอย่างนี้ก็ได้ แล้วจะเห็นเอง จิตใจนี้เป็นอิสระ รู้สึกมั้ยจิตใจไม่เป็นอิสระ ตอนนี้รู้สึกมั้ย อาจจะไม่เห็นตัวอาสวะตรงๆ แต่เห็นผลของจิตที่มีอาสวะ ไม่อิสระ จริงๆ จิตถูกอาสวะห่อหุ้มไว้ อาสวะนี่ เทียบแล้วคล้ายๆ กับ เรามี สมมติอยู่บ้านไม้ ใครเคยอยู่บ้านไม้ เวลาเราทำน้ำหกน้ำไหลไปเนี่ย เราจะเห็นเส้นทางที่เราเช็ดให้แห้ง เทน้ำลงไปที่เก่า มันไหลไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว มันนำร่อง ความชื้นเดิมมันนำร่อง เพราะน้ำนี้ไหลไปตามความชื้นเดิม อาสวะกิเลสนี่มันนำร่องกิเลสเข้าไปย้อมจิต จิตของเราไม่มีอิสระ เหมือนลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัวแรก ท่านใช้คำเปรียบเทียบได้ดี เคยมีพราหมณ์คนนึงไปว่าพระพุทธเจ้า บอกอายุก็ยังน้อยพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่ามาก็ไม่ไหว้ไม่ต้อนรับ เฉยเมย ท่านบอกว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกออกมาได้ พวกที่เหลือยังอยู่ในไข่อยู่เลย ท่านจะไปไหว้ทำไม คำพูดของท่านนะ น่าฟัง จริงๆ แล้วเรามีเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ จิตถูกอาสวะกิเลสห่อหุ้ม ทำยังไงก็ไม่ขาด ไม่ขาด ทำยังไง ยังไง้ ยังไงก็ไม่ขาด พระไตรปิฎกก็เลยใช้คำบอกว่า เวลาบรรลุพระอรหันต์นะ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น เห็นมั้ย หลุดพ้นจากอาสวะ อาสวะมันห่อหุ้มไว้ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น ไม่ถือมั่นในอะไร ในรูปนาม ในกายในใจ เนี่ยกุญแจของการปฏิบัติอยู่ที่กายกับใจนี่เอง เมื่อไรไม่ถือมั่นในกายในใจ โดยเฉพาะเมื่อไหร่ไม่ถือมั่นในใจในจิต อาสวะจะขาดโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเห็นอาสวะแล้วพยายามตัด ทำยังไงก็ไม่ขาด กำหนดจิตให้แหลมคมแค่ไหนก็ไม่ขาดนะ แทงก็ไม่ทะลุนะ พอมันขาดเราจะรู้สึกว่าเรามีอิสระ
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563
เกิดมามีบุญ ได้มาพบพระพุทธศาสนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ#กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาหลวงพ่อและท่านอาจารย์มากครับที่กรุณาให้โอกาสครับ #เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายชั่วคราวทั้งหมดตรงนี้แหละใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่างตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่าสังขารุเบกขาญาน#จิตมีปัญญานะเป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลายสุขทกข์ดีชั่วทั้งหลายนี่จิตเป็นกลางหมดเลยเพราะอะไรเพราะปัญญาไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะกำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญาถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลยความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายโลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายกุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะจิตมันยอมรับความจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริงความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจจิตมันจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างนี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญนี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่ออย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้นอยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อมีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้ /|\ /|\ /|\#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ยสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผลจะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิตกามาวจรภูมิไม่เป็นอย่างนั้นนะต้องเข้าฌานนะเมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากัน นะถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ถูกอริยมรรคแหวกออกไปแล้วก็มันจะไปเห็นนิพพาน นะนิพพานไม่ใช่ว่างเปล่านิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่งพวกเรายังไม่เคยเห็นเราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่งพวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลยขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติพวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลยนี่พวกอุจเฉททิฐินะนิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับสภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเองสงบจากอะไรสงบจากกิเลสสงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่งสงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์นะดังนั้นเราภาวนานะ
#กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาหลวงพ่อและท่านอาจารย์มากครับที่กรุณาให้โอกาสครับ
#เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายชั่วคราวทั้งหมดตรงนี้แหละใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่างตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่าสังขารุเบกขาญาน#จิตมีปัญญานะเป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลายสุขทกข์ดีชั่วทั้งหลายนี่จิตเป็นกลางหมดเลยเพราะอะไรเพราะปัญญาไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะกำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญาถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลยความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายโลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายกุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะจิตมันยอมรับความจริงว่า
สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริงความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจจิตมันจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างนี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญนี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่ออย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้นอยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ
ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อมีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้
/|\ /|\ /|\#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ยสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผลจะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิตกามาวจรภูมิไม่เป็นอย่างนั้นนะต้องเข้าฌานนะเมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากัน นะถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ถูกอริยมรรคแหวกออกไปแล้วก็มันจะไปเห็นนิพพาน
นะนิพพานไม่ใช่ว่างเปล่านิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่งพวกเรายังไม่เคยเห็นเราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่งพวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลยขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติพวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลยนี่พวกอุจเฉททิฐินะนิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับสภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเองสงบจากอะไรสงบจากกิเลสสงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่งสงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์นะดังนั้นเราภาวนานะ
#เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายชั่วคราวทั้งหมดตรงนี้แหละใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่างตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่าสังขารุเบกขาญาน#จิตมีปัญญานะเป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลายสุขทกข์ดีชั่วทั้งหลายนี่จิตเป็นกลางหมดเลยเพราะอะไรเพราะปัญญาไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะกำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญาถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลยความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายโลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายกุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะจิตมันยอมรับความจริงว่า
สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริงความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจจิตมันจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างนี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญนี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่ออย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้นอยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ
ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อมีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้
/|\ /|\ /|\#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ยสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผลจะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิตกามาวจรภูมิไม่เป็นอย่างนั้นนะต้องเข้าฌานนะเมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากัน นะถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ถูกอริยมรรคแหวกออกไปแล้วก็มันจะไปเห็นนิพพาน
นะนิพพานไม่ใช่ว่างเปล่านิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่งพวกเรายังไม่เคยเห็นเราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่งพวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลยขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติพวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลยนี่พวกอุจเฉททิฐินะนิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับสภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเองสงบจากอะไรสงบจากกิเลสสงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่งสงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์นะดังนั้นเราภาวนานะ
เส้นทางสู่ความพ้นทุกข์ :: หลวงพ่อปราโมทย์ 9 มี.ค. 2562 (ไฟล์ 620309A แผ่...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)